หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ผู้ตั้ง ข้อความ
ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 04:53 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี
ตอบโดยอ้างข้อความ

ประวัติ-ปฏิปทา
หลวงพ่อสัมฤทธิ์   คัมภีโร 
( พระครูกาญจนกิจจาทร )
เกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ผู้สร้างตำนานมหัศจรรย์  “ครอบมงกุฏพระเจ้า"และ
ผู้ค้นพบวัตถุธาตุกายสิทธิ์ สรรพคุณ 108 แร่ “เหล็กไหล"
วัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร (พระครูกาญจนกิจจาทร) เกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร หรือ “พระครูกาญจนกิจจาทร” อริยสงฆ์ผู้มีใบหน้าอิ่มเอิบ ยิ้มแย้ม แจ่มใสเมตตาธรรมสูงส่ง โอภาปราศรัยกับทุกคนที่เดินทางมานมัสการเท่าเทียมกัน หลวงพ่อจึงเป็นที่รักใคร่เคารพนับถือของทุกคนที่ได้มากราบแทบเท้าท่า

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ เป็นพระเถราจารย์ผู้ทรงอิทธิคุณเชี่ยวชาญในพระเวทย์และศาสตร์ที่ลี้ลับ หลวงพ่อท่านเป็นผู้เปิดตำนาน “เหล็กไหลตาแรด” สรรพคุณ 108 โดยเฉพาะผลทางด้านเมตตามหานิยมแคล้วคลาดคงกระพันมีชื่อเสียงสืบเนื่องยาวนานมากกว่า 30

นับได้ว่าหลวงพ่อสัมฤทธิ์ แห่งวัดถ้ำแฝดท่านนี้เป็นเกจิอาจารย์รูปแรกที่เปิดตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับเหล็กไหล โดยนำมาฝังไว้ที่ใต้ท้องแขนของลูกศิษย์ลูกหาทั่วไปบางส่วนก็นำมาสร้างเป็นมงคลวัตถุและเครื่องรางของขลัง มีอานุภาพเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนผู้เคารพศรัทธาตลอดมา

นอกจากนี้หลวงพ่อท่านยังเป็นเกจิอาจารย์ท่านแรกที่ทำพิธีเสริมบารมี เสริมดวง ต่อชะตา สะเดาะเคราะห์ด้วยการสร้างน้ำตาเทียนขึ้นมาจากบาตรน้ำมนต์เป็นเส้นมงคลสายยาวแล้วนำมาสวมศีรษะผู้เข้าพิธี พิธีกรรมอันมหัศจรรย์นี้เรียกว่า “ครอบมงกุฏพระเจ้า” ที่กำลังเป็นที่สนใจของผู้คนโดยทั่วไปในขณะนี้

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 04:56 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

เริ่มต้นชีวิตบนแผ่นดินที่ราบสูง 

หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร หรือ ท่านพระครูกาญจนกิจจาทร มีนามเดิมว่าสัมฤทธิ์ นามสกุล คุณพันธุ์ ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีกุน ตรงกับวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2466 ณ บ้านหมู่ที่ 6 บ้านปอพาน ต.นาเชือก จ.มหาสารคาม เป็นบุตรคนที่ 2 ของโยมพ่อพาและโยมแม่สี คุณพันธุ์ ซึ่งมีอาชีพหลักในการทำนาเฉกเช่นครอบครัวอื่นๆ ใน ถิ่นนั้น

ชีวิตในวัยเด็กของหลวงพ่อสัมฤทธิ์ หรือเด็กชายสัมฤทธิ์ยามนั้นก็เหมือนลูกอีสานทั่วไปเมื่อเติบโตรู้ความก็ช่วยบิดา - มารดา เลี้ยงน้องอีก 5 คน ถึงหน้าก็ช่วยบุพการีลงทำงานในท้องนาอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย 

เมื่อเติบใหญ่ล่วงเข้าสู่วัยเรียน เด็กชายสัมฤทธิ์ก็ต่างจากเด็กอื่นๆ ในวัยเดียวกันคือเป็นเด็กที่มุ่งมั่นใฝ่ต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก ด้วยหวังก้าวหน้าในอนาคตจนเมื่อเรียนจบชั้นประถมการศึกษาปีที่ 4 แล้ว จึงได้ขออนุญาตต่อบิดา - มารดา เพื่อไปเรียนต่อในชั้นที่สูงขึ้น

นายพาและนางสีผู้เป็นบิดา - มารดาเองก็หวังที่จะเห็นเด็กชายสัมฤทธิ์ผู้เป็นบุตรชายมีความก้าวหน้าจึงส่งให้ไปเรียนต่อชั้นป.5 ที่โรงเรียนศิริวิทยากร ในจังหวัดนครราชสีมาและเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 04:59 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

รับใช้ชาติ

ในขณะที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 นั้นตรงกับปี พ.ศ. 2486 อายุของท่านมากถึง 20 ปี เป็นนายสัมฤทธิ์แล้วเพราะเมื่อตอนที่เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ตอนอายุ 10 ขวบ เรียกว่าเรียนช้ากว่าปกติ แต่ถือเป็นเรื่องธรรมดาของลูกชาวบ้านในสมัยนั้น

เรียนจบมาใหม่ๆ ยังไม่ทันจะหันเหเข็มทิศชีวิตไปประกอบการใดๆ ก็เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นมาพอดี นายสัมฤทธิ์ คุณพันธุ์ ลูกอีสานเลือดไทยแท้ผู้มีเลือดรักชาติอยู่ทุกขุมขนจึงตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการทหารทันที

พลทหารสัมฤทธิ์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ทหารหาญของชาติอย่างกล้าหาญสมเกียรติชายชาติทหาร เป็นทหารกล้าในกองทัพอากาศไทยสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา กระทั่งสงครามสงบลง พลทหารสัมฤทธิ์ทหารผ่านศึกผู้กล้าหาญก็ลาออกมาประกอบอาชีพช่วยพ่อแม่พี่น้องทำนา ทำสวนได้เพียง 3 ปี ก็เกิดเหตุเศร้าสลดในชีวิตในราวต้นปี พ.ศ 2492

ซึ่งมีเหตุสืบเนื่องมาจากน้องสาวบุตรคนที่ 5 ของบิดา - มารดา ซึ่งมีอายุเพียง 6 ขวบ ได้พาควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่งนาปล่อยให้ควายหากินตามอิสระซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของชาวบ้านชนบททั่วไปที่มักจะเลี้ยงควายแบบนี้

บังเอิญมีควายตัวหนึ่งเกิดแตกกลุ่มออกจากฝูงเข้าไปกินผักกล้าในแปลงเพาะของเพื่อนบ้านเจ้าของกล้ามาเห็นในจังหวะที่น้องสาวนายสัมฤทธิ์เดินมาตามควายกลับเข้าฝูงพอดี

เพื่อนบ้านนายนั้นซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นญาติห่างๆ กับครอบครัวตระกูลคุณพันธุ์นั่นเอง พอเห็นควายมากินผักกล้าในแปลงเพาะของตน ก็คิดจะไล่ควายตัวนั้นออกไปให้พ้นจากแปลงเพาะผักกล้าพอดีในมือถือค้อนปอนด์อยู่จึงขว้างไปยังควายตัวนั้นทันที

แต่เพราะฝีมือการขว้างไม่แม่นยำพอค้อนเหล็กอันหนักแหวกอากาศพลาดไปถูกหน้าอกน้องสาวของนายสัมฤทธิ์ที่กำลังเดินมาตามควายเข้าเต็มแรง

เด็กน้อยได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นายสัมฤทธิ์ผู้พี่รู้ข่าววิ่งออกจากบ้านฝ่าไปกลางทุ่งนาอุ้มน้องสาวที่กำลังดิ้นอยู่ไปมาเพื่อนำเข้าส่งโรงพยาบาลให้หมอรักษาแต่เด็กหญิงวัยเพียง 6 ขวบ ไม่อาจจะทนต่อความเจ็บปวดถึงกับสิ้นใจในอ้อมแขนผู้เป็นพี่ชายก่อนถึงมือหมอเสียด้วยซ้ำ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้นายสัมฤทธิ์มีความโศกเศร้าเสียใจในการจากไปของน้องสาวเป็นอย่างยิ่ง แต่ความโศกเศร้าดังกล่าวได้บรรเทาเบาบางลงเมื่อนายสัมฤทธิ์ได้ฟังคำพระเทศนาในงานบำเพ็ญกุศลศพของน้องสาวผู้จากไปนั่นเอง

ดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า นายสัมฤทธิ์ผู้เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้เหตุนี้จึงเป็นคนที่ฉลาด เมื่อได้ฟังพระเทศนา ก็ได้พิจารณาตามคำเทศน์ก็ได้เห็นจริงถึงความทุกข์ตาม ที่องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สั่งสอนเวไนยสัตว์มากว่า 2,000 ปีแล้ว กระทั่งทุกวันนี้ธรรมะนั้นยังคงเป็นสัจธรรมที่ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์เสมอมา

เมื่อเสร็จสิ้นการบำเพ็ญกุศลศพผู้เป็นน้องสาวแล้ว นายสัมฤทธิ์ คุณพันธ์ จึงตัดสินใจที่จะบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพื่อศึกษาพระธรรมให้ถ่องแท้ เพื่อทดแทนคุณบิดา - มารดา และเพื่ออุทิศกุศลให้แก่น้องสาวในคราวเดียวกัน
 

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:02 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

สู่ร่มกาสาวพัสต์

เมื่อมีจิตศรัทธามุ่งมั่นที่จะอุปสมบท หนุ่มสัมฤทธิ์จึงบอกกล่าวผู้เป็นบิดา - มารดาตลอดไปถึงญาติพี่น้องที่เกี่ยวข้องให้ได้ทราบ เมื่อบุพการีไม่ขัดข้องนายสัมฤทธิ์จึงเข้าวัดแจ้งความประสงค์ของตนต่อเจ้าอาวาส พร้อมกับฝึกสวดบทขานนาค

กระทั่งจนจำได้แม่นยำ จึงจัดเตรียมเครื่องบวชบริขารแปดแล้วเข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหนองเลา ต.นาเชือก อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งขณะนั้นนายสัมฤทธิ์มีอายุได้เพียง 26 ปี โดยมี

"พระครูจันทรศรีตลคุณ" เจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ ต.ปะหลน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม เป็นพระอุปัชฌาย์
"พระครูโกศลสมณกิจ" หรือ "หลวงพ่อคำ" แห่งวัดหนองเลา ต.นาเชือก อ.นาเชือก  จ.มหาสารคาม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
"พระอาจารย์รอด พรหมสาโร" วัดหนองกุง ต.นาเชือก อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า "คัมภีโร"

เมื่อได้อุปสมบทเป็นภิกษุสมความตั้งใจแล้วพระสัมฤทธิ์จึงทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับการศึกษาพระธรรมคำสอนเพื่อให้รู้แจ้งในพระสัจธรรมแห่งพระศาสนา กระทั่งสามารถสอบได้นักธรรมเอกในพรรษาที่ 4

นั่นคือการศึกษาพระธรรมฝ่ายปริยัติ ส่วนด้านการปฏิบัติในเบื้องต้นที่ท่านได้รับการถ่ายทอดจาก "พระครูโกศลสมณกิจ" หรือ "หลวงพ่อคำ" ให้ได้รู้แนววิธีการรวมจิตให้เป็นหนึ่งจนจิตมีพละกำลังนำมาอธิษฐานให้เป็นไปในประการต่างๆ ดังที่ใจปรารถนาตามเคล็ดวิธีอันเป็นศาสตร์ลี้ลับ

หลวงพ่อคำผู้เป็นพระอาจารย์ท่านนี้ เวลานั้นท่านมีอายุสูงถึง 76 ปี ท่านเป็นพระมหาเปรียญที่มีเชื้อสายเขมรจึงมีความรู้ทางด้านเวทวิทยาคม จากดินแดนเขมรจนแตกฉาน มีพลังจิตแก่กล้าเป็นที่เคารพนับถือและเกรงขามแก่คนทั่วไป นอกจากนี้ยังได้ศึกษาศาสตร์ลับตามแนวทางของ สมเด็จลุน แห่งนครจำปาศักดิ์ เพิ่มเติมอีกด้วย เพราะฉะนั้นในทุกวันนี้ ครูบาอาจารย์แห่งวัดหนองเลา อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม ยังคงสืบสานตำรับวิชาของบุรพาจารย์มาตราบเท่าทุกวันนี้

ต่อมาหลวงพ่อสัมฤทธิ์หรือพระสัมฤทธิ์ในเวลานั้นท่านยังได้รับการอบรมสั่งสอนด้านกรรมฐานจากพระครูจันสีตลคุณ พระอาจารย์ผู้เป็นอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านกรรมฐานเพื่อจะได้ฝึกฝนจิตใจของตนให้เข้มแข็งอันเป็นการตามรอยอริยสงฆ์ต่างๆ ที่กระทำสืบเนื่องต่อๆ กันมา

ระยะแรกของการออกสู่โลกกว้างเพียงลำพังภิกษุหนุ่มสัมฤทธิ์ได้ออกจากวัดที่อยู่อาศัยใน จ.มหาสารคาม มุ่งหน้าไปยัง อ.นารอง จ.บุรีรัมย์ มุ่งสู่เทือกเขาพนมรุ้งหรือเขาอังคารแถบเมืองต่ำบ้าง เพราะสถานที่เหล่านี้ยังมีสภาพป่าทึบรกชัฏ ยังไม่มีชาวบ้านคนใดเข้าไปอาศัยอยู่เลย ซึ่งเหมาะแก่การภาวนาอบรมจิตเป็นอย่างดี

และในช่วงนี้เองที่ภิกษุสัมฤทธิ์ได้พบกับเรื่องราวแปลกๆ พิสดารมากมาย เช่นพบกับสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะที่เขาอังคารนั้นท่านได้พบกับดวงวิญญาณของโบราณจำนวนมากปรากฏกายขึ้นมาให้เห็นเพื่อขอความช่วยเหลือ

ภิกษุหนุ่มถึงแม้จะบวชมาเพียงไม่กี่พรรษาก็ได้แสดงธรรมและแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลที่ทำมาให้แก่ดวงวิญญาณเหล่านั้นไปด้วยจิตใจที่เชื่อมั่นว่าบุญกุศลนั้นจะสามารถทำให้เหล่าวิญญาณทั้งหลายพ้นจากความทุกข์ทรมานไปจุติใหม่ในภพภูมิที่ดีกว่า

         

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:05 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์มุ่งหน้าไปยัง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ได้พบหลวงพ่อสอนวัดเสิงสาง ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เก่งกล้าในวิชาด้านคงกระพันชาตรี พระสัมฤทธิ์ภิกษุหนุ่มจากมหาสารคาม ก็สมัครขอเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชาก็ได้รับการถ่ายทอดจากหลวงพ่อสอนจนหมดสิ้นขนาดเคยถูกทดสอบวิชา โดยถูกผลักลงหลุมขวากที่มีแต่ไม้ไผ่ถูกเสี้ยมไว้จนแหลมปักเต็มไปหมด

ผลก็ คือ หลวงพ่อสัมฤทธิ์หรือพระสัมฤทธิ์ในเวลานั้นจุกแน่นและปวดร้าวทั่วตัวแต่ไม่มีบาดแผลจากคมไม้ไผ่แต่อย่างใด

เมื่อกราบลาหลวงพ่อสอน วัดเสิงสางแล้วก็ได้มุ่งหน้าธุดงค์ไปยังฝั่งประเทศลาวเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ และฝึกฝนความเข้มแข็ง โดยไม่กลัวต่ออุปสรรคและความตายอยู่หลายปีโดยไม่ได้ติดต่อแจ้งข่าวกับทางบ้าน จนทุกคนคิดว่าท่านได้เสียชีวิตไปแล้วถึงกับมีการทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้

เหตุที่เป็นดังนี้ ก็เพราะในเวลานั้นอายุของหลวงพ่อท่านยังไม่มาก ร่างกายยังกำยำล่ำสันเข้มแข็งจึงถือธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด ลืมวันเวลาจนภายหลังท่านกลับมาเยี่ยมญาติโยมที่บ้านเดิม จึงได้ทราบว่าญาติพี่น้องทุกคนปักใจเชื่อว่าท่านเสียชีวิตในป่าแล้ว เพราะสมัยนั้นสัตว์ป่าชุกชุมไปไหนมาไหนต้องอาศัยการเดินเท้าเป็นหลัก โดยเฉพาะดงพญาเย็นนั้นเป็นที่รู้กันในหมู่ชาวบ้านว่าอันตรายยิ่งนัก

เมื่อธุดงค์มาถึงประเทศลาวท่านก็ได้พบกับ "หลวงพ่อดี" วัดพระไตเวียงจันทน์ ซึ่งมีอายุ 90 ปีเศษ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ฝั่งลาวที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง "เหล็กไหล" ไพรดำ" "การเล่นแร่แปรธาตุ" พระสัมฤทธิ์ภิกษุหนุ่มจากเมืองไทยจึงขอศึกษาวิชากับหลวงพ่อทองดี โดยได้แลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันหลายอย่าง เช่น การหาทรัพย์ใต้พื้นดิน ซึ่งพระสัมฤทธิ์ท่านชำนาญเป็นพิเศษ

หลวงพ่อดีนั้นถึงแม้อายุท่าน 90 กว่าปีแล้วแต่สุขภาพของท่านแข็งแรงเหมือนคนอายุ 60 เศษเท่านั้น ทั้ง 2 ศิษย์ - อาจารย์ จึงพากันธุดงค์ไปทางภูควายเลยเข้าไปทางประเทศเขมรและเวียดนาม เพื่อศึกษาเรื่องราวของเหล็กไหล ธาตุกายสิทธิ์จนมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วจึงธุดงค์ย้อนกลับสู่ประเทศไทย

นอกจากนี้ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ในวัยหนุ่มยังมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากฆราวาสผู้ทรงคุณ และพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูปทำให้ท่านมีความรู้กว้างขวางเชี่ยวชาญในพระเวทย์และศาสตร์อันลี้ลับ ยากที่จะหาผู้ทัดเทียมได้ผู้หนึ่ง

ขึ้นมาจากปักษ์ใต้ หลวงพ่อท่านได้ธุดงค์เข้าสู่ จ.กาญจนบุรี กระทั่งจาริกมาถึงวัดถ้ำแฝด อันเป็นสถานที่ที่ตั้งวัดในปัจจุบัน ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ภูมิประเทศของวัดถ้ำแฝดในเวลานั้นเป็นป่ารกชัฏไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย

ถ้ำที่ท่านหลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านเข้าพักครั้งแรกเป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่นักอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ บนเขามีถ้ำด้วยกัน 3 ถ้ำ คือ ถ้ำรัศมี ถ้ำเสือและถ้ำแฝด มีทำเลอยู่ใกล้แม่น้ำแม่กลองมีความอุดมสมบูรณ์มาก

สมัยเมื่อหลวงพ่อท่านมาจาริกปักกลดใหม่ๆ พื้นที่แห่งนี้อุดมไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดทั้งเสือ เก้ง เลียงผา กวาง ชะมด เสือปลา งู ไก่ป่าและฝูงลิง สัตว์ป่าเหล่านี้บางชนิดทุกวันนี้ยังคงมีอยู่ แต่ถอยร่นเข้าไปอยู่ในป่าลึกๆ นานๆ จึงจะโผล่ออกมาให้เห็นสักครั้ง

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:07 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

พญางูผู้พิทักษ์แห่งถ้ำแฝด

เหตุผลอันแท้จริงของความศักดิ์สิทธิ์ของ เทือกเขาแรด นี้ ยังไม่มีผู้ใดสามารถค้นหาคำตอบที่แท้จริง หรือสามารถสยบอำนาจลึกลับต่าง ๆ ลงได้ จนกระทั่งมีพระภิกษูผู้ทรงศีลและกำลังสมาธิแก่กล้ารูปหนึ่งนามว่า “สัมฤทธิ์ คัมภีโร” ได้ธุดงค์มาปักกลดหาความวิเวกภายในถ้ำแห่งหนึ่งบนเทือกเขาแรดนี้ (คือถ้ำแฝดในปัจจุบัน)

วันแรกที่หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านมาพำนักอยู่ในถ้ำแฝดนั้นมีชาวบ้านที่หาของป่ามานั่งสนทนาธรรมหลายคน เมื่อมืดค่ำลงต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไปบ้านของตนจนหมดหลวงพ่อจึงได้เข้าทำวัตรสวดมนต์เจริญจิตภาวนาเพียงลำพังภายในถ้ำ

ในคืนแรกท่ามกลางความสงบแห่งรัตติกาลของราตรีนั้น หลังจากสงบจิตลงได้ไม่นาน  ขณะที่ท่านได้เจริญภาวนามรรคจิตอยู่ดวงจิตได้ค่อยๆ รวมสู่ความสงบรวมเป็นสมาธิ ดั่งสู่ภวังค์จิตดื่มด่ำอิ่มปิติอยู่ในความสงบที่รู้สึกเป็นสุขยิ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงแว่วเข้ามากระทบโสตประสาทของท่านด้วยเสียงที่ค่อนข้างดังและชัดเจน ปรากฏนิมิตงูยักษ์มีหงอนมากมายมารบกวนในขณะนั่งเจริญสมาธิภาวนาอยู่ ทำให้ล่วงรู้ด้วยกำลังญาณและสมาธิว่า ถ้ำแห่งนี้จะต้องเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แหล่งสถิตย์สิ่งของวิเศษของเหล่าพญานาคแน่นอน เมื่อได้ทราบดังนั้นแล้ว หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ก็คงนิ่งเฉยหาได้สนใจในของกายสิทธิ์เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ ยังคงกำหนดจิตละกิเลสบำเพ็ญสมณะกิจต่อไป

ในช่วงขณะจิตหนึ่งนั้น มีความรู้สึกเหมือนของหนัก ๆ เคลื่อนไหวช้า ๆ อยู่ข้าง ๆ มีเสียงลมประหลาดคล้ายใครเป่าเบา ๆ พอได้ยิน และได้ปรากฏนิมิตรเสียงขึ้นว่า “หลวงพ่อกลัวงูไหม”  เสียงนั้นชัดเจนก้องอยู่ในหู มั่นใจได้ว่าเป็นเสียงจริงๆ ที่ไม่ได้เกิดจากอุปทานแต่ด้วยจิตที่ผ่านการฝึกผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว จึงมิได้หวั่นไหวไปกลับเสียงที่ได้ยินนั้น จิตของท่านในขณะนั้นมีความมั่นคงมาก ได้ตอบกลับไปว่า  "ไม่กลัว"

บรรยากาศเวลานั้นทุกสรรพสิ่งสงบเงียบ 2-3 อึดใจต่อมา โสตสัมผัสของท่านก็ได้ยินเสียงแว่วเข้ามาอีก คราวนี้ไม่ได้เป็นเสียงพูดหรือเสียงตะโกนแต่เป็นเสียงคล้ายใครบางคนมาลากอะไรบางอย่างเสียงดังครืดคราดวนเวียนอยู่ในถ้ำ เสียงนั้นแม้จะดังไม่มากแต่ก็ชัดเจนยิ่งนักใน ความเงียบงันของบรรยากาศอันหนาวเย็นในถ้ำ

คราวนี้ความสงสัยได้เข้ามาครอบงำจิตใจ ทำให้หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านค่อยๆ คลายสมาธิลืมตาขึ้นมาดู จากความสว่างของแสงเทียนที่ท่านจุดปักไว้บนโขดหินภายในถ้ำประมาณ 3 - 4 เล่ม ทำให้ท่านเห็นจุดกำเนิดเสียงดังกล่าวค่อนข้างชัดเจน ทำให้ท่านตะลึงพรึงเพริดจนแทบลืมหายใจ เกิดความหวั่นไหวขึ้นมาในดวงจิต จึงรู้ว่าตนเองก็ยังคงเป็นปุถุชนที่ยังรักตัวกลัวตาย เช่น เดียวกับคนอื่นๆ ทั่วไป สิ่งที่สร้างความหวั่นไหวให้แก่หลวงพ่อในครั้งนี้ก็คือ  "งูยักษ์"

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:09 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

เป็นงูที่ใหญ่มากขนาดประมาณเสาศาลา จากชีวิตที่ออกธุดงค์ตามป่า-เขามาโดยตลอดผ่านพบสัตว์ร้ายมาทุกชนิด แต่ท่านก็ยอมรับว่ายังไม่เคยเจองูตัวขนาดนี้มาก่อนเลยเสียงครืดคราดที่ท่านได้ยินก็คือเสียงงูที่เคลื่อนไหวเลื้อยไปมาบนพื้นถ้ำ โดยกำลังเลื้อยไปดับเทียนที่ท่านปักไว้บนโขดหินทีละดวง ทีละดวง

งูยักษ์ขนาดลำตัวเท่าเสาศาลา ดวงตาสีแดงกล่ำแวววาวขนาดเท่าไข่ห่าน ลำตัวยาวเต็มถ้ำ กำลังแลบลิ้นแปลบปลาบอยู่เบื้องหน้า ชั่วขณะหนึ่งนั้นท่านรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ จนรู้สึกว่าจีวรนั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ ความที่เป็นพุทธบุตรเมื่อตั้งสติพิจารณาถึงสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าในขณะนี้แล้ว ก็ทราบทันทีว่างูนี้ไม่ใช่งูธรรมดา จิตของท่านจึงมิได้หวั่นไหวกับภัยอันตรายที่ปรากฏต่อหน้าไม่ คงกำหนดสติพริ้มเปลือกตาลงนิ่งสงบสมกับเป็นสมณะ พร้อมกับกำหนดจิตแผ่เมตตาไปทั่วทุกทิศทุกทาง

"อาตมาภาพมาเพื่อขออาศัยสถานที่แห่งนี้เพียงเพื่อทำความเพียร เจริญพระกรรมฐานเท่านั้น มิได้มีเจตนามาเบียดเบียนใคร หากแม้จะเคยมีเวรมีกรรมต่อกันมาก็ขออุทิศร่างกายนี้แก่ท่านเพื่อเป็นการชดใช้เวร จะได้ไม่มีเวรต่อกันสืบต่อไปอีก"

"แต่หากว่าเป็นการมาเพื่ออนุโมทนาบุญ อาตมาภาพก็ขอส่วนบุญอันเกิดจากการบำเพ็ญคราวนี้ให้เป็นกุศลบารมีแก่ท่านและขอท่านจงหลบหลีกไปตามทางของท่านเถิดอย่าได้มารบกวนการภาวนาของอาตมาภาพเลย"

ด้วยอากัปกริยาอันสงบน่าเลื่อมใสของ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้สร้างความยำเกรงและประทับใจให้แก่พญางูเป็นอันมาก จะเป็นเพราะงูใหญ่ตัวนั้นรับรู้ในจิตที่แผ่ออกมานั้น หรือจะเป็นเพราะเหตุอื่นใดก็ยากจะคาดคะเน พญางูยักษ์ตัวนั้นค่อยๆ ลดตัวลงหันหน้ามามองหลวงพ่อพลางค้อมตัวลงต่ำแล้วทันใดความมหัศจรรย์เหนือการคาดเดาก็ปรากฎขึ้นแก่สายตาของหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อพญางูยักษ์กลายร่างเป็นคน

ร่างนั้นแปรสภาพเป็นคนหนุ่มผู้ถือศีลนุ่งขาวห่มขาว กำลังก้มลงกราบมายังหลวงพ่อสัมฤทธิ์ กราบเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นเดินตรงไปยังซอกถ้ำ อันเป็นส่วนลึกของถ้ำก่อนที่จะแทรกตัวเข้าไปในซอกหินได้หันมากล่าวกับหลวงพ่อว่า

“ข้าพเจ้าคือพญานาคผู้เฝ้ารักษาถ้ำกายสิทธิ์นี้มาเป็นเวลานาน ได้พบแล้วผู้ซึ่งทรงความบริสุทธิ์แห่งศีลสมควรแก่การเคารพนับถือ ขอมอบเหล็กไหลและของกายสิทธิ์ทั้งหมดในที่นี้แก่ท่าน และขอมอบเสื้อคลุมของข้าพเจ้าไว้เป็นที่ระลึกแก่ท่าน เราหมดวาระแล้ว” ซึ่งต่อมาหลวงพ่อได้สำรวจภายในถ้ำส่วนลึกก็ได้พบ “คราบงู” ขนาดใหญ่ปรากฏอยู่

กล่าวจบก็แทรกตัวเข้าไปในซอกหิน หายไปไม่กลับออกมาอีกเลยกระทั่งเช้า

เมื่อหลวงพ่อท่านได้ไปสำรวจดูในซอกหินที่พญางูยักษ์หายไป สิ่งที่หลวงพ่ออยู่ซอกหินนั้นคือซากของคราบงูที่เพิ่งมาลอกทิ้งไว้ ซึ่งมีความยาวถึง 6 เมตรเศษ ซึ่งจะเป็นเสื้อผ้าที่พญางูเคยกล่าวไว้ว่าจะมอบให้หลวงพ่อนั่นเอง

หลังจากนั้นก็ได้มีศรัทธาญาติโยมในหมู่บ้านมานิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาที่นี่ เพราะเคยมีพระมาธุดงค์พักอาศัยถ้ำนี้หลายองค์ แต่พอเช้าจะมาถวายอาหารบิณฑาตร ก็ไม่ทราบว่าท่านถอนกลดหายไปแต่เมื่อใด คาดว่าคงจะพบเหตุการณ์ที่น่าสพึงกลัวจากอาถรรพ์แห่งขุนเขาจนเกิดความกลัว

นับแต่นั้นมา หลวงพ่อสัมฤทธิ์ จึงได้เริ่มก่อกำเนิดวัดถ้ำแฝด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2500 ด้วยบาตรและกลด จากสำนักสงฆ์จนสำเร็จเป็นวัดที่สมบูรณ์ ประกอบไปด้วย กุฎิ ศาลาการเปรียญ และพระอุโบสถ

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:14 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

เทวดาอนุโมทนา 

การมาพำนักอยู่ที่วัดถ้ำแฝด ในระยะแรกนั้นลำบาก และเหน็ดเหนื่อยที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาและป่าไม้รวกขึ้นลงแต่ละครั้งก็แสนลำบาก เนื่องจากจำเป็นต้องพัฒนาปรับปรุงสถานที่ไปตามโอกาสและทำไปเรื่อยๆ  ตามลำพังเป็นส่วนใหญ่เพราะชาวบ้านในแถบนี้ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าพอๆ กันมืดค่ำลงก็ทำอะไรไม่ค่อยสะดวกแล้วนานๆ ก็จะมีชาวบ้านปลีกตัวมาช่วยบ้างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

ในส่วนการปฏิบัติธรรมนั้น หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านไม่เคยทอดทิ้งเลยแม้แต่วันเดียวด้วยเพราะสถานที่นี้เหมาะแก่การพิจารณาและปฏิบัติธรรมมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เอื้ออำนวยต่อการภาวนาซึ่งท่านได้กล่าวไว้ว่า สิ่งเหล่านี้ท่านได้สัมผัสตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่แล้ว

ทุกครั้งที่นั่งกรรมฐานจะเห็นนิมิตรเป็นรัศมีสว่างไสวปรากฏอยู่บนยอดเขาแห่งนี้โดยทั่วไปซึ่งเชื่อได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยังค้นไม่พบยังมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่มากมายทำให้มีกำลังใจในการปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้นเสมอมา

เหตุมหัศจรรย์อีกครั้งในชีวิตของสมณเพศเป็นวันเพ็ญเดือน 12 ของปี พ.ศ. 2505 ได้เกิดปาฏิหารย์ขึ้นที่บริเวณวัดถ้ำแฝดแห่งนี้อีกครั้ง โดยมีประจักษ์พยานรู้เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก

เนื่องจากเป็นวันเพ็ญเดือน 12 มีญาติโยมมาเจริญกรรมฐานภาวนากับหลวงพ่อหลายคน คืนนั้นท่านได่เทศน์นำอารมณ์กรรมฐานแก่ญาติโยมเป็นเวลาพอสมควรแล้วท่านก็นั่งภาวนาของท่านบ้างชั่วอึดใจจิตของท่านก็ดิ่งสู่สมาธิธรรม เกิดความสงบสบายอย่างบอกไม่ถูก เสวยอารมณ์นั้นอยู่ชั่วครู่ก็ปรากฎนิมิตรภาพขึ้นในมโนทวาร เห็นภาพยอดเขาด้านหน้าถ้ำแฝดมีแสงสว่างเรืองรองปกคลุมไปทั่ว

นิมิตภาพนั้นค่อยๆชัดเจนขึ้นทุกขณะ จนปรากฏรูปร่างชัดเจน ปรากฏว่าบนยอดเขาที่เห็นแสงสว่างเรืองรองนั้น ใช่แต่จะมีเฉพาะเมฆหมอกเท่านั้นบนยอดเขาสว่างไสวราวกับกลางวันปรากฏร่างเหล่าเทพบุตร เทพธิดา ชาวฟ้า ชาวสวรรค์ ทรงเครื่องเหมือนละครสีสวยสดงดงามตระการตายิ่ง แต่ละองค์สถิตย์อยู่ในวิมานของตนเองที่ล่องลอยอยู่เหนือยอดภูเขาดูละลานตาไปหมด

ด้วยความสงสัยว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพลวงมายาหรือภาพจริงกันแน่ หลวงพ่อสัมฤทธิ์จึงคลายสมาธิ ลืมตาขึ้นมองไปยังสถานที่ดังกล่าวปรากฎว่ายังคงเห็นภาพในนิมิตปรากฎอยู่ดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

คราวนี้หลวงพ่อท่านไม่ชักแน่ใจว่าตัวท่านเองนั้นท่าจะเสียสติไปแล้วที่มองเห็นภาพเหล่านั้นด้วยตาแท้ๆ จึงลองหยิกเนื้อตัวเองดูแรงๆแล้วก็รู้สึกเจ็บจริงๆถ้านั้นภาพที่ปรากฏต่อหน้าเวลานี้ก็เป็นภาพจริงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อมิใช่จิตวิปลาสคลาดเคลื่อนอย่างที่คิดเพราะภาพเหล่านั้นปรากฏยาวนานจนถึงเช้าวันใหม่จึงหายไป

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น หลวงพ่อท่านจึงได้ตรวจสอบในนิมิตจากญาติโยมที่มาปฏิบัติธรรมด้วยกันปรากฏว่าทุกคนก็ได้เห็นภาพนั้นเหมือนกันหมด ตรวจสอบถึงลักษณะเสื้อผ้าสีสันการแต่งกายของเหล่าเทพเทวาทั้งมวลก็ตรงกัน

ที่แน่ชัดเข้าไปอีกในช่วงเช้ามืด นายแถม หมอดี ได้ขึ้นมาที่วัดถ้ำแฝดแต่เช้าตรู่ก็ยังมีโอกาสได้เห็นภาพดังกล่าวด้วยตาเปล่าเช่นกัน และเห็นอยู่นานจวบจนอาทิตย์เริ่มทอแสงภาพเหล่านี้จึงค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ภาพที่เห็นย่อมมิใช่ภาพหลอนหรือภาพลวงตา จึงเชื่อได้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นการแสดงอนุโมทนาของเหล่าทวยเทพที่สถานที่แห่งนี้จะปรากฏเป็นสถานที่สำคัญในพระพุทธศาสนาสืบไปภายหน้า จึงได้มาปรากฏเป็นนิมิตรเครื่องหมายให้ปรากฏต่อสาธารณชนให้กล่าวขานประกาศให้รู้กันทั่วไป

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:17 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

ละสังขาร

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า  หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ท่านได้ด่วนมามรณภาพไปเสียก่อนเวลาอันควร เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2539 ด้วยโรคระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลว เพราะท่านมีโรคประจำตัวคือ เบาหวานและความดันโลหิตสูง ด้วยวัยชรา 73 ปีกับภาระการต้อนรับศรัทธาญาติโยมโดยไม่ได้พักผ่อนให้พอเพียงทำให้ท่านด่วนละจากพวกเราไป ท่ามกลางความเศร้าโศกของศิษยานุศิษย์ทั้งไทยและต่างประเทศเป็นอันมาก

ก่อนหน้าที่ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ จะมรณะภาพเพียง 1 อาทิตย์ คณะถ่ายทำสารคดีจาก ททบ 5 ได้มาถ่ายทำรายการ "เปิดโลกตำนาน" เหมือนเป็นละครบทสุดท้ายที่ท่านฝากผลงานไว้ในโลกแห่งตำนานของพระอริยเจ้าองค์หนึ่ง ที่เป็นต้นตำนานแห่งเหล็กไหล และพิธีสาวน้ำตาเทียนอันโด่งดังเป็นหนึ่ง และเป็นเอกลักษณ์พิเศษสำหรับยอดพระเกจิแห่งยุครัตนโกสินทร์ที่ไม่เหมือนใคร

ธรรมโม


วันที่เข้าร่วม: 14 Jul 2009
ตอบ: 1639
ตอบเมื่อ: 23 Sep 2009 05:18 pm
เรื่อง: หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำแฝด
ตอบโดยอ้างข้อความ

ภายหลังการมรณภาพ ปรากฏเป็นอัศจรรย์ในบุญฤทธิ์เพราะสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ผมและเล็บงอกเองได้ตามธรรมชาติ ซินแสผู้เชี่ยวชาญ คือ คุณพรเทพ สุริยเสนีย์ (ดั่งอั่งเซียะซินแซ) ได้มาตรวจสอบถึงกับอุทานว่า "วิเศษ มหัศจรรย์" เกือบ 20 ปีที่ทำงานมา ซินแสเพิ่งได้พบเห็น ซากสังขารของพระอริยสงฆ์ที่มีสภาพสมบูรณ์เต็มที่เป็นครั้งแรก คือ อวัยวะภายใน ปอด ลำไส้ หัวใจ ทรวงอก ผิวพรรณ ไม่มีส่วนใดชำรุด หรือเสียหาย ใบหน้ายังอิ่มเหมือนคนนอนหลับ

ปัจจุบันสังขารของหลวงพ่อสัมฤทธิ์บรรจุอยู่ในโลงแก้วบนมณฑปสวยงาม เป็นที่เคารพบูชา ให้โชคให้ลาภแก่ผู้ที่ไปกราบไหว้ เส้นเกศาของท่านที่ลูกศิษย์เก็บไว้ ได้เปลี่ยนจากสีดำเป็นแก้วใส วันดีคืนดีเม็ดเหล็กไหลที่ท่านฝังไว้ที่แขนจะวิ่งและเปล่งแสงได้เป็นที่อัศจรรย์ เป็นสังขารของอริยสงฆ์ที่คู่ควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง