พระราหูคืออะไร
ผู้ตั้ง ข้อความ
ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 24 Aug 2008 09:29 pm
เรื่อง: พระราหูคืออะไร
ตอบโดยอ้างข้อความ

พระราหูคืออะไร

"พระราหู ไม่ใช่ยักษ์มาร ผีโขมด ไม่ใช่ความหลงมัวเมาในตัณหา ไม่ใช่ความโง่เขลาเบาปัญญา แท้จริงแล้ว พระราหู คืออะไร"

ในสมัยโบราณ เมื่อคนเรามีความรู้ในทางดาราศาสตร์ยังไม่กว้างขวาง คราใดเกิดปรากฎการณ์ จันทรคลาส หรือ สุริยคลาส ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่อง พระราหูไล่จับพระจันทร์ และพระอาทิตย์ เมื่อจับได้ก็จะอมไว้ บังเกิดความมืดปกคลุมไว้ หรือเกิดวามกลัวว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ จะดับไปชั่วนิรันดร์ จึงต้องช่วยกันแก้ไขด้วยการ ตีเกราะ เคาะกะลา จุดประทัด ยิงปืน นัยว่าเพื่อทำให้พระราหูตกใจกลัว จะได้คายพระจันทร์ พระอาทิตย์ รีบหลบหนีไป

เรื่องราวของ พระราหู ผู้มีอานุภาพร้ายกาจเป็นที่น่าเกรงขาม ส่วนใหญ่มีอยู่ในคัมภีร์โหราศาสตร์ กล่าวไว้ในรูปตำนานแตกต่างกันหลายฉบับ โดยสมมุติว่าพระราหูเป็นเทวดากึ่งอสูรเกิดจากพระอิศวรเจ้าทรงสร้างขึ้นจาก หัวผีโขมด 12 หัว นำมาป่นแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤตจึงเกิดเป็นพระราหูเทวบุตรขึ้นในสวรรค์ชั้นฟ้า มีอิทธิฤทธิ์ไม่ยอมอ่อนน้อมให้แก่ผู้ใด

ต่อมาเหล่าเทวดาได้ชักชวนกันสร้างน้ำอมฤต แต่พระราหูทำแชเชือน ไม่ให้ความร่วมมือครั้งเหล่าทวยเทพชุมนุมกันกวนน้ำอมฤต เสร็จสิ้น พระราหู แอบเข้าไปลักกินน้ำอมฤต และพระจันทร์ กับ พระอาทิตย์ไปพบเห็นเข้า จึงนำความไปฟ้องต่อพระนารายณ์ผู้เป็นใหญ่ พระนารายณ์ทรงพิโรธขว้างจักรไปตัดกาย ราหู ขาดออกเป็น 2 ท่อน เดชะอำนาจที่ได้ดื่มน้ำอมฤต จึงไม่ตาย ท่อนหัวเป็นยักษ์ ล่องลอยอยู่ในห้วงอากาศ คอยไล่จับพระจันทร์ พระอาทิตย์ กลืนกินด้วยความอาฆาตแค้นส่วนท่อนล่างมีลักษณะคล้ายงู กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เกิดความมืดขึ้นบนพื้นโลกอยู่เนือง ๆ

ผู้ที่ไม่รู้ถึงนัยอันล้ำลึกขิงวิชาโหราศาสตร์ ซึ่งซ่อนเร้นความความรอบรู้ ความลับของธรรมชาติไว้ในรูปนิทานปรัมปรา สำคัญผิดคิดว่า พระราหู เปรียบดังความมืดมัวเมาเหมือนดังกิเลสตัณหาที่คอยติดตามทำลายด้วยจิตของมนุษย์ให้เกิดความเขลา จนถึงกับกล่าวคำเปรียบเปรยถึงคุณสมบัติในทางชั่วร้ายไว้ว่า “ ดูมัวเมา ให้ดูราหู ” ดังนี้เป็นต้น

นอกจากคัมภีร์โหราศาสตร์กล่าวถึง พระราหู แล้ว เรื่องพระราหูยังมีอยู่ในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาในหัวข้อ"จันทิมสูตร”และ“สุริยสูตร" อ้างว่าเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระนครสาวัตถี ปรากฏ ว่า จันทิมเทวบุตร ถูกอสุรินทรราหูจับพระจันทร์จะกลืนกิน พระจันทร์จึงขอร้องขอให้ พระพุทธเจ้า คุ้มครองป้องกันให้พ้นจากการคุกคามของพระราหู ในที่สุดพระองค์ทรงใช้คาถาทรมานพระราหู จนยอมปล่อยพระจันทร์ และหันมาเลื่อมใสศาสนาพุทธ ในทำนองเดียวกันพระอาทิตย์ ก็ได้รับความช่วยเหลือจาก พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงกระทำปาฏิหาริย์จนพระราหู ลดทิฐิมานะ ยอมถวายอภิวาทพระศาสดา ละเลิกเป็นอันธพาล เลื่อมใสในหลักธรรมของพระ ตถาคต (พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อ 241-2520)

ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า จันทรคราส สุริยคลาส ดังปรากฏการณ์ธรรมชาติอันเกิดจาก วงจันทร์โคจรรอบโลก และโลกโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ คราใดที่ดวงอาทิตย์ โลก และ ดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน กล่าวคือ ดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลก กับดวงอาทิตย์ เงามืดของดวงจันทร์จะทอดยาวมาบังบางส่วนของโลก ก็จะเกิดสุริยุปราคาขึ้นในตอนกลางวัน หรืออาจเรียกได้ว่า พระราหูอมพระอาทิตย์

ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 24 Aug 2008 09:40 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

ภาพต่อเนื่องแสดงดวงจันทร์เพ็ญที่ค่อย ๆ ถูกเงาโลกกลืนกินระหว่างการเกิดจันทรุปราคา
ถ่ายจากกรุงเทพฯ ถ่ายเมื่อวันที่10 มกราคม 2544 เวลา 01.00-03.00 น.

แต่ถ้าโลกอยู่ตรงกลาง แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกทำให้เกิดเงามืด ทอดยาวไปยังดวงจันทร์ทำให้เกิดเงามืดขึ้นบังแสงจันทร์ในเวลากลางคืน เรียกว่า จันทรุปราคา หรือ พระราหูอมจันทร์

วิชาโหราศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า ศิวศาสตร์ หรือ โลกศาสตร์ เป็นวิชาการที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก ผู้ที่จะเรียนรู้ต้องเป็นคนที่มีสติปัญญาดี มีความรู้ในศาสตร์อื่นอีกมากมายมาประกอบจึงอาจเรียนรู้วิชาการลึกลับให้แตกฉานได้ โหราศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องงมงาย หรือเชื่อถือในลักษณะผิด ๆ เพราะโดยแท้จริงแล้วก็คือความเข้าใจในทางธรรมชาติวิทยา อันเกิดจาการโคจรหมุนเวียนของดวงดาวในจักรวาล ซึ่งสัมพันธ์ต่อกันในทางแสง และแรงดึงดูด แต่ที่แปลกประหลาด คือ โลก ของเรานั้นเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียว ที่มีระบุธาตุทั้ง 4 พร้อมมูลอยู่ในตัว และมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มไว้ดุจดังเรือนกระจก บันดาลให้เกิดความอบอุ่น เหมาะสมสำหรับเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต

การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิด ภาคกลางวัน และ ภาคกลางคืน อันมีผลทำให้ระบบชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากในตอนกลางวัน แสงอาทิตย์จะเผาผลาญระบบธาตุบนพื้นผิวโลกให้ระเหยล่องลอยขึ้นไปในอากาศ ครั้นในตอนกลางคืนความมืดมิดจะแผ่เข้ามาปกคลุมโลก บังเกิดความเย็นความมืดนี่เองในวิชาโหราศาสตร์เรียกว่า พระราหู อันเกิดจากเงามืดของโลกที่แผ่ขยายขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทอดไกลออกไปสุดพรรณนา จึงอุปมาเหมือนพญายักษ์อันดำมืดหรือเรียกกันว่า คลื่นราหู มีลักษณะกระเพื่อมสั่นไหวเหมือนดังระลอกคลื่นในมหาสมุทร มิได้เป็นอันตรายต่อสิ่งใด

คลื่นพระราหู หรือ ชั้นบรรยากาศในความมืด นี่แหละคือรากฐานการก่อกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลก เพราะความหนาวเย็นของคลื่นพระราหูที่ทอดยาวไกลออกไปในจักรวาลจะแปรสภาพเป็นสื่อหรือทางเดินของระบบธาตุในชั้นบรรยากาศ เมื่อได้รับอนุภาคแสงดาว จะผสมผสานคลุกเคล้ากันเข้า ซึ่งคัมภีร์โหราศาสตร์เปรียบเปรยว่า เหล่าเทวดากวนน้ำอมฤตกันในชั้นฟ้ากระแสธาตุที่ปรุงแต่งขั้นในชั้นบรรยากาศ ไม่อาจลงมาสู่โลกได้ เพราะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของดาวเคราะห์ แต่การโคจรของดวงจันทร์ไปรอบโลก นอกจากช่วยปรุงแต่งแปลงระบบธาตุแล้ว ดังที่เรียกกันว่า ฤกษ์ กระแสธาตุดังกล่าวจะหลั่งไหลลงมาตาม คลื่นพระราหู ตามจังหวะที่โลกหมุนรอบตัวเอง โลกจึงบังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นดังที่รู้เห็นกันอยู่ จึงเปรียบเทียบกันว่า อาทิตย์เป็นพ่อ จันทร์เป็นแม่ โลกเป็นลูก

เงามืดของโลก ก็คือ พระราหู หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า โลก ก็คือ พระราหู สิ่งมีชีวิต วัตถุ ธรรมชาติทั้งหลายในโลก จะบังเกิดขึ้นได้ และเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนไปเป็นวงจร ได้นั้นย่อมเกิดจากากรโคจรรับแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว ด้วยเหตุนี้ทฤษฎีการก่อกำเนิดสรรพสิ่งขึ้นมาในโลก จึงกล่าวว่าจะต้องพึ่งพาอาศัย แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ เป็นสำคัญ ดังนั้น พระราหู จำเป็นต้องได้รับแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงเกิดธรรมชาติขึ้นในโลก มิใช่เป็นเรื่อง สุริยคราส หรือ จันทรคลาส ดังที่เข้าใจกัน

ankoon


วันที่เข้าร่วม: 19 Jul 2007
ตอบ: 502
ตอบเมื่อ: 24 Aug 2008 09:41 pm
ตอบโดยอ้างข้อความ

เชื่อกันว่าหากผู้ใดเข้าใจศาสตร์ล้ำลึกนี้อย่างแตกฉาน ย่อมรู้ถึงอานุภาพของ คลื่นพระราหู ว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่ในระบบอะตอมมิคทางวิทยาศาสตร์ อาจนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดพลังนานาประการบันดาลให้ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เสมอ หากขาด พระราหู เสียแล้วอย่าได้หวังเลยว่า จะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมาในโลกนี้

จะเห็นได้ว่าความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง พระราหู แตกต่างกันไปหลายประการ แต่ตามนัยความหายของหลักเมืองนครศรีธรรมราช อาจเป็นข้อมูลใหม่ที่เปิดเผยให้เห็นถึงกลไกอันน่าพิศวงของธรรมชาติ ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเกิดขึ้น การดำรงอยู่ การเจริญเติบโต และการดับสูญไปในที่สุดเพื่อมิให้เป็นการเกิดขึ้นและดับสูญไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ต้องมาเถียงกันว่า นิพพานเป็นอัตตา หรือ อนัตตา เพราะไม่มีใครรู้ว่านิพพานมีจริงหรือไม่ ใครไปถึงมาแล้วบ้าง มีลักษณะอย่างไร ล้วนแต่คิดฝันจิตนาการไปของพวกนักบวชนักบุญ แต่ที่รู้แน่นอนว่า อากาศธาตุอันปราศจากตัวตน ห่อหุ้มไว้ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของมวลชีวิต ในตอนกลางวันได้รับแสงอาทิตย์ อันเป็นคลื่นพลังความร้อนทำให้เกิดปฏิกิริยากับระบบธาตุในโลก ครั้นในตอนกลางคืน เงามืดของโลกที่ได้แผ่ขยายตัวออกไปในชั้นบรรยากาศอันหนาวเย็น ทำปฏิกิริยาให้ให้ระบบธาตุบนชั้นบรรยากาศรวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้นประกอบกับการเคลื่อนหมุนรอบตัวเองของโลกในลักษณะเอียง ทำให้คลื่นบรรยากาศอันเป็นที่รวมของบรรยากาศ ท่ามกลางความมืดของเงาโลกที่เคลื่อนไหวนี่แหละที่เรียกว่า คลื่นพระราหู อาจเปรียบได้กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นพลังต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์ในสมัยนี้สามารถใช้เครื่องมือนำมาดัดแปลงใช้ให้เกิดประโยชน์สุดพรรณนาต่อมนุษยชาติ สร้างอารยธรรมอันรุ่งเรืองขึ้นในโลก จึงควรทำความเข้าใจเรื่องพระราหูเสียใหม่ เพราะ คลื่นพระราหู นี่เองที่เปรียบดังทางเดินของระบบธาตุในชั้นบรรยากาศ อันเกิดจากการกระทำปฏิกิริยาของแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน คือ หางพระราหู ได้รับอนุภาคแสงดาว และรวมตัวกันมีน้ำหนักความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ก็คือการกวนน้ำอมฤต ตาที่นิทานบ้านบอคอแตกของวิชาโหราศาสตร์บอกไว้ ถูกโลกและดวงจันทร์ช่วยกันดึงดูดเข้ามาปรุงแต่งแปลงสภาพเข้ากับระบบธาตุในโลก บันดาลให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นในรูปวัตถุธาตุ แต่ในระบบวิญญาณธาตุจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะยากที่จะอธิบายให้กระจ่างได้ จึงของพูดแต่เพียงว่า วิญญาณธาตุ ที่อาศัยอยู่ในอากาศธาตุ หรือ คลื่นพระราหู ทั้งหัวและหาง นี่แหละที่เรียกว่า พลังลมปราณ คือรากฐานก่อกำเนิดมวลชีวิต จึงต้องดำเนินไปตามชะตากรรม ซึ่งสัมพันธ์กับแสดงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงดาว ที่โคจรหมุนเวียนไม่หยุดนิ่ง ตราบใดที่เรายังมีชีวิตมีลมหายใจ ตราบนั้น เงาพระราหู ยังคงมีอยู่กับกายเรา สัจธรรมเหล่านี้ศาสนามักประณามว่าเป็น เดรัจฉาน โดยไม่เข้าใจว่า เดรัชฉานวิชา คือวิชาที่ทำให้มนุษย์ในโลกบังเกิดอารยธรรมเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะคำว่า เดรัชฉาน ในภาษาอินเดียแปลว่า เส้นแนวราบ ส่วนคำว่า มนุษย์ แปลว่า เส้นแนวตั้ง ไม่ได้หมายถึง คน หรือ สัตว์ ตามที่คนเราเข้าใจกัน

ผมกล่าวถึงหลักการอย่างย่อๆ เพื่อความเข้าใจว่าเหตุใดจึงนำเอารูป พระราหูอมพระจันทร์ พระราหูอมพระอาทิตย์ อันเป็นภาพเชิงซ้อนทับอยู่ในภาพเดียวกันมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญของปูชนียสถาน ก็เพื่ออธิบายให้ทรายว่า ชาวศรีวิชัย เรียนรู้เรื่องนี้มาช้านานแล้ว จึงสร้างรอยตราไว้ทุกหนทุกแห่ง จนกระทั้งมีผู้แปลรหัสอันเร้นลับของ พระราหูอมจันทร์ พระราหูอมพระอาทิตย์ ว่าเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกับสูตรทางวิทยาศาสตร์ทาง ฟิสิกค์ เคมี ชีวะ ไฟฟ้า และวิทยาการทั้งหลายการสร้างหลักเมืองจึงเกิดขึ้นเหนือดินแดน ศรีวิชัย อีกครั้งหนึ่ง

แต่ถ้าโลกอยู่ตรงกลาง แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกทำให้เกิดเงามืด ทอดยาวไปยังดวงจันทร์ทำให้เกิดเงามืดขึ้นบังแสงจันทร์ในเวลากลางคืน เรียกว่า จันทรุปราคา หรือ พระราหูอมจันทร์

วิชาโหราศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า ศิวศาสตร์ หรือ โลกศาสตร์ เป็นวิชาการที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก ผู้ที่จะเรียนรู้ต้องเป็นคนที่มีสติปัญญาดี มีความรู้ในศาสตร์อื่นอีกมากมายมาประกอบจึงอาจเรียนรู้วิชาการลึกลับให้แตกฉานได้ โหราศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องงมงาย หรือเชื่อถือในลักษณะผิด ๆ เพราะโดยแท้จริงแล้วก็คือความเข้าใจในทางธรรมชาติวิทยา อันเกิดจาการโคจรหมุนเวียนของดวงดาวในจักรวาล ซึ่งสัมพันธ์ต่อกันในทางแสง และแรงดึงดูด แต่ที่แปลกประหลาด คือ โลก ของเรานั้นเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียว ที่มีระบุธาตุทั้ง 4 พร้อมมูลอยู่ในตัว และมีชั้นบรรยากาศห่อหุ้มไว้ดุจดังเรือนกระจก บันดาลให้เกิดความอบอุ่น เหมาะสมสำหรับเป็นแหล่งกำเนิดของมวลชีวิต

การหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิด ภาคกลางวัน และ ภาคกลางคืน อันมีผลทำให้ระบบชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกเปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังจะเห็นได้จากในตอนกลางวัน แสงอาทิตย์จะเผาผลาญระบบธาตุบนพื้นผิวโลกให้ระเหยล่องลอยขึ้นไปในอากาศ ครั้นในตอนกลางคืนความมืดมิดจะแผ่เข้ามาปกคลุมโลก บังเกิดความเย็นความมืดนี่เองในวิชาโหราศาสตร์เรียกว่า พระราหู อันเกิดจากเงามืดของโลกที่แผ่ขยายขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ทอดไกลออกไปสุดพรรณนา จึงอุปมาเหมือนพญายักษ์อันดำมืดหรือเรียกกันว่า คลื่นราหู มีลักษณะกระเพื่อมสั่นไหวเหมือนดังระลอกคลื่นในมหาสมุทร มิได้เป็นอันตรายต่อสิ่งใด

คลื่นพระราหู หรือ ชั้นบรรยากาศในความมืด นี่แหละคือรากฐานการก่อกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นในโลก เพราะความหนาวเย็นของคลื่นพระราหูที่ทอดยาวไกลออกไปในจักรวาลจะแปรสภาพเป็นสื่อหรือทางเดินของระบบธาตุในชั้นบรรยากาศ เมื่อได้รับอนุภาคแสงดาว จะผสมผสานคลุกเคล้ากันเข้า ซึ่งคัมภีร์โหราศาสตร์เปรียบเปรยว่า เหล่าเทวดากวนน้ำอมฤตกันในชั้นฟ้ากระแสธาตุที่ปรุงแต่งขั้นในชั้นบรรยากาศ ไม่อาจลงมาสู่โลกได้ เพราะตกอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของดาวเคราะห์ แต่การโคจรของดวงจันทร์ไปรอบโลก นอกจากช่วยปรุงแต่งแปลงระบบธาตุแล้ว ดังที่เรียกกันว่า ฤกษ์ กระแสธาตุดังกล่าวจะหลั่งไหลลงมาตาม คลื่นพระราหู ตามจังหวะที่โลกหมุนรอบตัวเอง โลกจึงบังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นดังที่รู้เห็นกันอยู่ จึงเปรียบเทียบกันว่า อาทิตย์เป็นพ่อ จันทร์เป็นแม่ โลกเป็นลูก

เงามืดของโลก ก็คือ พระราหู หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า โลก ก็คือ พระราหู สิ่งมีชีวิต วัตถุ ธรรมชาติทั้งหลายในโลก จะบังเกิดขึ้นได้ และเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนไปเป็นวงจร ได้นั้นย่อมเกิดจากากรโคจรรับแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ และแสงดาว ด้วยเหตุนี้ทฤษฎีการก่อกำเนิดสรรพสิ่งขึ้นมาในโลก จึงกล่าวว่าจะต้องพึ่งพาอาศัย แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ เป็นสำคัญ ดังนั้น พระราหู จำเป็นต้องได้รับแสงอาทิตย์ แสงจันทร์อยู่